Archive List for logistics-column

คำอธิบายอย่างอย่างง่ายสำหรับเงื่อนไข CIF และ CFR!

logistics-column

CIF คืออะไร ? CIF ย่อมาจาก Cost, Insurance, and Freight. โดยทั่วไปแล้ว จะตามหลังด้วยชื่อ Port ปลายทาง หรือ Port นำเข้าที่ระบุไว้ ซึ่งหมายถึงเงื่อนไขที่อยู่ภายใต้การชำระค่าขนส่งสินค้าและค่าประกันภัยล่วงหน้าโดยผู้ส่งออก ในเงื่อนไข CIF ผู้ส่งออกสินค้าจะรับผิดชอบค่าขนส่งสินค้าและค่าประกันภัยที่ Port จุดหมายปลายทาง ค่าประกันภัยในเงื่อนไข CIF จะถูกรับผิดชอบโดยผู้ขาย (หรือผู้ส่งออก) ซึ่งถูกกำหนดจำนวนค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในการขอใบถิ่นกำเนิดกับสภาหอการค้านานาชาติ หากทางผู้ซื้อ (หรือผู้นำเข้า) ต้องการความคุ้มครองที่มากขึ้นของเงื่อนไขการประกันภัย พวกเขาจะต้องมีการตกลงกันในสัญญาให้เรียบร้อย ลักษณะของเงื่อนไข CIF ・ ในแง่ของต้นทุนและความเสี่ยงของการจัดส่งสินค้า ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าจะต้องทำความเข้าใจถึงความแตกต่างว่า ลักษณะของเงื่อนไข CIF คือ ต้นทุนและความเสี่ยงของการจัดส่งสินค้าจากสถานที่ของผู้ส่งออกไปยังสถานที่ของผู้นำเข้า การรับผิดชอบความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายสินค้า จากผู้ส่งออกไปยังผู้นำเข้าบนพื้นที่เรือส่งสินค้าที่พอร์ตของผู้ส่งออก ซึ่งจัดเป็นสถานที่ส่งมอบสินค้า ในทางตรงกันข้าม ค่าขนส่งสินค้าและค่าประกันภัยในการขนส่งทางทะเล จะถูกชำระล่วงหน้าโดยผู้ส่งออก กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ถึงแม้ความเสี่ยงในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ส่งออกไปยังผู้นำเข้าจะเกิดขึ้นบนพื้นที่เรือขนส่งสินค้าในพอร์ตของผู้ส่งออก แต่ค่าขนส่งสินค้าและค่าประกันภัย จะถูกจ่ายล่วงหน้าโดยผู้ส่งออก ณ สถานที่ส่งออก ในเงื่อนไข CIF ผู้ส่งออกจะรับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า ซึ่งเรียกว่า Freight Prepaid หรือ (fee prepayment). ซึ่งถูกกำหนดว่า การประกันภัยสำหรับเงื่อนไข CIF ประกันภายใต้เงื่อนไขของ FPA เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำในการค้ำประกัน หากผู้นำเข้าต้องการประกันภัยที่ครอบคลุมมากขึ้นนั้น จะต้องทำเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญาให้เป็นที่เรียบร้อย ต้นทุนสินค้าและความเสี่ยงเปลี่ยนจากผู้ส่งออกเป็นผู้นำเข้าในเงื่อนไข CIF ได้อย่างไร ? ・ ความรับผิดชอบของผู้ส่งออกจะหมดภาระลง เมื่อสินค้าถูกยกขึ้นไปวางบนเรือในท่าเรือประเทศผู้ส่งออก และรับผิดชอบค่าใช้ขนส่งสินค้า ภายใต้เงื่อนไข CIF การขนส่งสินค้าจะสิ้นสุดลงเมื่อสินค้ามีการจัดส่ง ผู้รับผิดชอบความเสี่ยงจะถูกเปลี่ยนจากผู้ส่งออกเป็นผู้นำเข้าเมื่อสินค้าถูกวางลงในเรือ ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกสินค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับค่าปประกันภัยและ ค่า Shipping ตั้งแต่สินค้าถูกยกลงจากเรือที่ท่าเรือนำเข้าสินค้า เงื่อนไข CFR CFR เป็นชื่อย่อของ Cost and Freight และมักจะตามด้วยชื่อของพอร์ตปลายทาง / พอร์ตนำเข้าที่ได้ระบุ เช่น CFR โตเกียว ซึ่งเงื่อนไข CFR นี้ ทางผู้ส่งออกจะไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายประกันภัย การส่งสินค้าและการโอนสินค้าจะเหมือนเงื่อนไข CIF คือ เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าข้ามกาบเรือขึ้นไปบนเรือสินค้าที่ท่าเรือส่งออกสินค้า ในทางปฏิบัติ อาจแสดงเป็นตัวย่อ C&F […]

คำอธิบายอย่างง่าย สำหรับเงื่อนไข DDP, DDU, และ also DAP!

logistics-column

เงื่อนไข DDP คืออะไร ? ・เงื่อนไขนี้ ทางผู้ส่งออก จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งสินค้าและค่าประกันภัย เงื่อนไข DDP ย่อมาจาก “Delivered Duty Paid” เป็นหนึ่งในเงื่อนไขและข้อตกลงในการส่งสินค้า เงื่อนไข DDP ผู้ส่งออกจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเรื่องค่าขนส่งและค่าประกันภัย ซึ่งเงื่อนไขนี้รวมอยู่ใน กลุ่ม D ใน Incoterms ลักษณะของเงื่อนไข DDP ・เงื่อนไข DDP ทางผู้ส่งออกจะเป็นผู้รับผิดชอบงานและความเสี่ยงมากกว่าทางผู้นำเข้า ซึ่งทางผู้ส่งออกจะต้องรับผิดชอบการทำพิธีการศุลกากรขาเข้าด้วยเช่นกัน DDP เป็นเงื่อนไขที่ง่ายที่สุดสำหรับผู้นำเข้า ซึ่งในทางกลับกันผู้ส่งออกคือผู้รับผิดชอบงานต่างๆในเงื่อนไขนี้ ผู้ส่งออกจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งสินค้าและค่าประกันภัยจนกว่าสินค้าจะถูกส่งไปยังปลายทางที่กำหนดในประเทศผู้นำเข้า DDP คือเงื่อนไขเดียวที่ผู้ส่งออกจะเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับพิธีการศุลกากรนำเข้าเท่านั้น ซึ่งรวมไปถึงจ่ายค่าขนส่งสินค้าไปยังประเทศผู้นำเข้า หรือกล่าวได้ว่า ผู้ส่งออกเป็นผู้จ่ายค่าระวางและการประกันภัยและรับความเสี่ยงจนกว่าสินค้าจะถึงปลายทางที่กำหนด ดังนั้น ผู้ส่งออกควรมีประสบการณ์ในการส่งออกสินค้า อาธิเช่น มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวแทนผู้ส่งออกสินค้าหรือผู้ให้บริการ ไม่เพียงแต่ในประเทศผู้ส่งออกแต่ยังรวมไปถึงในประเทศผู้นำเข้าด้วย ในทางตรงข้าม เงื่อนไข DDP ในมุมมองของผู้นำเข้า เป็นข้อกำหนดและเงื่อนไขที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด อย่างไรก็ตามหากผู้ส่งออกต้องการเอกสารสำหรับขั้นตอนพิธีการศุลกากร ผู้นำเข้าจะต้องให้ความร่วมมือกับขั้นตอนนี้ ต้นทุนและความเสี่ยง เปลี่ยนจากผู้ส่งออกไปยังผู้นำเข้าในเงื่อนไข DDP ได้อย่างไร ? ・ความรับผิดชอบของผู้ส่งออกจะเสร็จสิ้น ที่จุดหมายปลายทางที่กำหนดหลังจากผ่านพิธีการศุลกากรนำเข้า ในเงื่อนไข DDP การถ่ายโอนความรับผิดชอบจากผู้ส่งออกไปยังผู้นำเข้า อยู่ที่ปลายทางที่กำหนดซึ่งกำหนดไว้ในสัญญา ผู้ส่งออกมีหน้าที่รับผิดชอบค่าขนส่งสินค้า ค่าประกันภัย ค่าพิธีการศุลกากรขาเข้า ภาษีนำเข้าและภาษีอื่นๆ อีกทั้งผู้ส่งออกมีหน้าที่รับผิดชอบความเสี่ยงระหว่างการขนส่งสินค้า หากเกิดความเสียหายขึ้น ทางผู้ส่งออกจะต้องชดเชยทั้งหมด เงื่อนไข DDU คืออะไร ? DDU ย่อมาจาก “Delivered Duty Unpaid” เป็นเงื่อนไขหนึ่งใน Incoterms ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม D ความแตกต่างระหว่าง DDU และ DDP คือ การจ่ายภาษีขาเข้า ในเงื่อนไข DDP ผู้ส่งออกจะเป็นผู้รับผิดชอบภาษีขาเข้าในประเทศ แต่ในเงื่อนไข DDU ผู้นำเข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบ ประเด็นที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DDU ใน Incoterms 2010 ・เงื่อนไข DDU ถูกยกเลิกไป และเงื่อนไข DAP ได้ถูกเพิ่มเข้ามาแทน ใน Incoterms 2010 ฉบับล่าสุด เงื่อนไข DDU ได้ถูกยกเลิกไป […]

คำอธิบายอย่างง่าย สำหรับเงื่อนไขและการรับผิดชอบในการขนส่งสินค้าแบบ EXW

logistics-column

เงื่อนไข EXW EXW (EX Works) เป็นหนึ่งในเงื่อนไขและข้อตกลงในการขายสินค้าที่เรียกว่า INCOTERMS EXW คืออะไร? ・EXW เป็นเงื่อนไขการค้าที่เป็นภาระน้อยที่สุดสำหรับผู้ขายสินค้า! Incoterms (International Commercial Terms) คือ เป็นข้อกําหนดในการส่งมอบสินค้า หรือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า โดยกำหนดเป็นมาตรฐานความหมายการค้าที่ใช้ตกลงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายที่เป็นสากล มีทั้งหมด 11 รูปแบบ ผู้ขายส่งมอบของให้แก่ผู้ซื้อ ณ ที่ทำการของผู้ขาย ・ผู้ขายส่งมอบของให้แก่ผู้ซื้อ ณ ที่ทำการของผู้ขาย เช่น โรงงาน หรือโรงพักสินค้า ฯลฯ โดย ผู้ซื้อรับภาระในการดำเนินการและค่าใช้จ่ายรวมทั้งความเสี่ยงหลังจากการส่งมอบของแล้ว เช่น การขนของขึ้นยานพาหนะ การปฏิบัติพิธีการขาออก เป็นต้น ผู้ขายจะมีหน้าที่เตรียมสินค้าไว้ และเตรียมส่งมอง ณ สถานที่ของผู้ส่งออก หลายคนเรียกเทอมแบบนี้ว่า “ราคาหน้าโรงงาน” ผู้ซื้อจะต้องรับผิดชอบตั้งแต่ขนสินค้าขึ้นรถ ทำศุลกากรทั้งขาเข้าและขาออก แต่สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้ขายได้ ภาระค่าใช้จ่ายและภาระความเสี่ยงใน EXW ・ต้นทุนและความเสี่ยงของผู้ซื้อ ณ สถานที่ตั้งของผู้ขาย เงื่อนไข EXW คือ เมื่อผู้ซื้อได้ทำการส่งสินค้าไปยังผู้ขาย ณ โรงงานหรือโกดังเก็บสินค้าแล้ว ความรับผิดชอบเรื่องต้นทุนต่างๆ และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น จะถือว่าเป็นของผู้ซื้อ ซึ่งหมายความว่า ผู้ซื้อจะต้องดูแลค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่างๆ เริ่มจากค่าขนส่งสินค้าที่จะส่งออก เช่น ค่ารถบรรทุกที่ใช้ในการรับสินค้า, ค่าทางพิธีการศุลกากร, ค่าขนส่งสินค้าสำหรับทางเรือและทางอากาศ และ ค่านำเข้าสินค้าเข้ามาในประเทศ เงื่อนไขและข้อตกลงทั้งหมด 11 ข้อ ถูกจัดตั้งขึ้นมาเป็น Incoterm สำหรับเงื่อนไข EXW เป็นเงื่อนไขเดียวที่ผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าขนส่งสินค้าส่งออก และค่าศุลกากร อย่างไรก็ตามผู้ขายจะต้องให้ความช่วยเหลือในเรื่องการได้รับการอนุมัติการส่งออกจากกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งให้ข้อมูลที่ผู้นำเข้าต้องการสำหรับพิธีการศุลกากรส่งออก เงื่อนไข EXW คืออะไร ในมุมมองของผู้ส่งออก ・คือเงื่อนไขการค้าที่เป็นภาระน้อยที่สุดสำหรับผู้ส่งออก! แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นซื้อขายสินค้า EXW เป็นเงื่อนไขการค้าที่มีภาระผูกพันและความเสี่ยงน้อยที่สุดสำหรับผู้ขาย สำหรับมุมมองของผู้ส่งออก ถ้าสินค้าถูกผลิตตรงเวลา และสินค้าถูกส่งออกไปยังผู้ซื้อแล้ว หลังจากนั้น ผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบงานเกือบทั้งหมด ในแง่นี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่เหมาะสม เมื่อคุณเพิ่งเริ่มส่งออกไปยังต่างประเทศหรือคุณไม่เคยมีสินค้าส่งออกมาก่อนเลย หากคุณมีประสบการณ์ในการส่งออกสินค้าน้อย เราขอแนะนำให้คุณเริ่มจากการใช้เงื่อนไข EXW ข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบสำหรับผู้ส่งออกในเงื่อนไข EXW เราจะมาพิจารณาในข้อดีและข้อเสียสำหรับเงื่อนไข EXW จากมุมมองของผู้ส่งออก ข้อได้เปรียบสำหรับผู้ส่งออก ・ผู้ส่งออกจะใช้ต้นทุนน้อย มีความเสี่ยงต่ำ และมีขั้นตอนน้อย อย่างแรก […]

บทความเกี่ยวกับการประกันภัยทางทะเล และ เงื่อนไขการประกัน! เพื่อป้องกันความเสี่ยง ต่อความเสียหายของสินค้า ในระหว่างการขนส่ง เราจำเป็นต้องทราบประเภทของการประกันภัยทางทะเล

logistics-column

การประกันภัยทางทะเลเป็นหนึ่งในการจัดการความเสี่ยงที่จำเป็นในการทำการค้า บริษัทเอกชนมีประกันสองประเภทหลัก ๆ คือการประกันวินาศภัยและประกันชีวิต, และสิ่งที่ใช้ในการค้าคือการประกันภัยทางทะเลที่เรียกว่า ” Marine ” ซึ่งอยู่ในประเภทการประกันวินาศภัย บทความนี้ เราจะมาดูกัน เกี่ยวกับประกันในการขนส่งสินค้า ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการซื้อขาย กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในการประกันการขนส่งสินค้า บริษัท ประกันภัยที่จ่ายเงินประกันเรียกว่า ผู้ให้ประกัน (Assurer) นอกจากนี้บุคคลที่สามารถรับประกันภัยเรียกว่า ผู้เอาประกันภัย ระยะเวลาประกัน ประกันภัย เช่น ประกันภัยรถยนต์ และ ประกันอัคคีภัย มักจะทำสัญญาเป็นรายปี อย่างไรก็ตามระยะเวลาการประกันภัยของการประกันภัยการขนส่งสินค้าไม่ได้ถูกกำหนดไว้เป็นระยะเวลา แต่จะถูกกำหนดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ตามกฎระเบียบของสถาบัน Cargo Clause (ICC) ระยะเวลาของการประกันสำหรับการขนส่งสินค้าโดยหลักการคือ Warehouse to Warehouse ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่คลังสินค้าของสถานที่ต้นทาง ไปยังคลังสินค้าปลายทาง มูลค่าประกันภัย และ จำนวนเงินประกันภัย จำนวนเงินประกันที่จ่ายในกรณีที่เกิดการสูญเสียจะถูกกำหนดอย่างไร? ซึ่งจะพิจารณาจากมูลค่าของสินค้า ปัจจุบันมูลค่าการประกันอยู่ที่ 110% ของราคา CIF ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้รับประกัน กับ ผู้เอาประกันภัย จำนวนเงินสูงสุดของการประกันที่สามารถชำระได้เรียกว่าจำนวนเงินประกัน จำนวนเงินจะถูกกำหนดภายในช่วงของมูลค่าการประกัน ประเภทของความเสียหายในการขนส่งทางทะเล ความเสียหายที่เกิดจากการขนส่งทางทะเลแบ่งออกเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สิน และ ค่าใช้จ่ายอื่น เช่นค่าช่วยเหลือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินแบ่งออกเป็นการสูญเสียทั้งหมดที่ทำให้สินค้าเสียหายทั้งหมด และ การสูญเสียบางส่วนที่สินค้าเสียหายบางส่วน มาดูความเสียหายทางทะเลแต่ละประเภทในหัวข้อต่อไป สูญเสียทั้งหมด การสูญเสียทั้งหมดหมายความว่า สินค้าทั้งหมดสูญเสียมูลค่า ในกรณีของการขนส่งทางทะเลตัวอย่าง เช่น หากข้าวทั้งหมดได้รับความเสียหายเนื่องจากการแช่น้ำหรือหากไม่สามารถกู้ได้เนื่องจากการจมเรือกรณีเหล่านี้สินค้าจะสูญเสียทั้งหมด การสูญเสียรวมที่เกิดขึ้นจริง การสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริงมีค่าต่อมูลค่าของสินค้าที่สูญหายทั้งหมด ในกรณีนี้จำนวนเงินประกันจะจ่ายเต็มจำนวน การกำหนดให้สูญเสียทั้งหมด แม้ว่ามันจะเป็นการสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น ถ้าการจมของสินค้า และ ต้นทุนการกู้สินค้าสูงกว่าราคาของสินค้าก็อาจถือได้ว่าเป็นการสูญเสียทั้งหมด โดยการประเมินของ บริษัท ประกันภัย การสูญเสียบางส่วน เกิดจากการที่ส่วนหนึ่งของสินค้าได้รับความเสียหาย การสูญเสียบางส่วนแบ่งออกเป็นค่าเฉลี่ยโดยเฉพาะและค่าเฉลี่ยทั่วไปซึ่ง ขึ้นอยู่กับผู้รับผิดชอบใช้จ่ายของความเสียหายนั้นๆ ค่าเฉลี่ยเฉพาะ ค่าเฉลี่ยเฉพาะ หมายถึง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยเจ้าของสินค้าที่เป็นผู้ถือกรมธรรม์เท่านั้น เงื่อนไข WA ครอบคลุมการสูญเสียครั้งเดียว และเงื่อนไข FPA ชดเชยบางส่วน (รายละเอียดจะอธิบายในภายหลัง) การเฉลี่ยโดยทั่วไป ค่าเฉลี่ยทั่วไป หมายความว่า เจ้าของเรือและเจ้าของสินค้าแบ่งความเสียหาย และ ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการจัดการ ซึ่งกัปตันตัดสินใจในแต่ละสถานการณ์ กรณีที่เกิดความเสี่ยงร่วมกันของเรือและสินค้า ภาระค่าใช้จ่ายของแต่ละฝ่ายนั้น จะคำนวณโดยตัวปรับเฉลี่ยทั่วไป และ ภาระค่าใช้จ่ายจะแจ้งให้เจ้าของสินค้าแต่ละรายทราบ กฎความเท่าเทียมกันระหว่างประเทศสำหรับค่าเฉลี่ยทั่วไป คือ […]

ศุลกากร / พื้นที่ทัณฑ์บน และ การขนส่งสินค้าทัณฑ์บน! ประเภทของพื้นที่ทัณฑ์บนในญี่ปุ่น

logistics-column

ในงานด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ความรู้เกี่ยวกับศุลกากรและภาษี มีความจำเป็นอย่างมากมาก เมื่อมีนำเข้าและส่งออก จะมีการเรียกเก็บภาษีศุลกากร ตามระเบียบของแต่ละประเทศ แต่ในความเป็นจริงแล้วสินค้าจะไม่ถูกคิดภาษีทันทีเมื่อเดินทางมาถึง คุณรู้หรือไม่ว่ามีสถานที่ที่ไม่มีภาษีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เรียกว่าเขตศุลกากรหรือเขตการค้าเสรี มาดูที่เขตศุลกากรและการขนส่งทัณฑ์บน เพื่อที่จะขนส่งสินค้าได้อย่างราบรื่น และ สะดวกในการซื้อขาย “คลังสินค้าทัณฑ์บน” คืออะไร ? “ทัณฑ์บน” หมายถึงการเลื่อนเวลาการเก็บภาษีของสินค้านำเข้าในช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตนำเข้า โดยหลักการแล้วสินค้าจะถูกวางไว้ในเขตศุลกากร คำว่า “ทัณฑ์บน” แต่เดิมใช้สำหรับสินค้านำเข้า อย่างไรก็ตามสินค้าที่ส่งออกอาจถูกนำเข้าไปในเขตศุลกากรเพื่อทำการดำเนินการต่อ ดังนั้น เขตศุลกากรจึงเกี่ยวข้องกับการ นำเข้า และ ส่งออก ในบางประเทศมีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีนอกเหนือจากพื้นที่ศุลกากร โดยทั่วไปเขตการค้าเสรีถูกกำหนดให้กว้างกว่าพื้นที่ศุลกากรและพื้นที่เหล่านี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาและเขตชายแดนเพื่อส่งเสริมการค้าขาย พื้นที่ศุลกากรของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีพื้นที่ศุลกากรหลักๆ 5 ประเภท มันถูกใช้อย่างเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า สถานที่ และ วัตถุประสงค์ในการทำงาน พื้นที่ที่ถูกกำหนดจะต้องได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอื่น ๆ ให้ได้รับการอนุมัติให้เป็นเขตศุลกากรโดยได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากร ต่อไปจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับพื้นที่ศุลกากรของญี่ปุ่นและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้อง พื้นที่ทัณฑ์บน พื้นที่ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดให้เป็นสถานที่ที่สามารถขนถ่ายสินค้าต่างประเทศ ขนถ่ายขนย้าย และ จัดเก็บชั่วคราว (ภายใน 1 เดือนนับจากเวลาส่งมอบ) คลังสินค้าทัณฑ์บน หมายถึงสถานที่ ที่กำหนดโดยผู้อำนวยการศุลกากร ให้เป็นสถานที่ที่สามารถโหลดและขนถ่ายสินค้าต่างประเทศขนส่งและจัดเก็บ (ภายใน 3 เดือนนับจากเวลาของการจัดส่ง) นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเก็บสินค้าต่างประเทศได้นานถึงสองปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติจากการอนุมัติของผู้อำนวยการศุลกากร การอนุญาตนี้อาจรวมไปถึง ศูนย์กระจายสินค้าคลังสินค้าแช่เย็นและแช่แข็งและไซโลที่เก็บเมล็ดพืช โกดังผลิตสินค้าศุลกากร คือ สถานที่ ที่สามารถทำงานทัณฑ์บนได้โดยได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการศุลกากร โดยหลังจากอนุมัติ สินค้าต่างประเทศสามารถเก็บไว้เป็นเวลาสองปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติ งานทัณฑ์บนจะทำได้ก็ต่อเมื่อ หลังจากได้รับการอนุมัติการโอนก่อน ในความเป็นจริง โรงงานเหล็ก โรงกลั่น โรงงานอาหาร ฯลฯ จะผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้การอนุญาตนี้ โรงงานทัณฑ์บน ในญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะลดลง เนื่องจากการลดลงของปริมาณการค้า การแปรรูป และมีโรงงานทัณฑ์บนนอกประเทศญี่ปุ่น ○ อย่างไรก็ตามงานทัณฑ์บนนั้น จำกัดอยู่ที่งานประจำเช่นการผลิต (รวมถึงการผสม) ที่ทำจากสินค้าจากต่างประเทศการตรวจสอบเนื้อหาการปรับปรุง (เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์) การเรียงลำดับการดูแลสินค้า ฯลฯ พื้นที่จัดแสดงศุลกากร คือสถานที่ ที่สามารถใช้เป็นห้องโถงนิทรรศการสำหรับการขนส่งสินค้าต่างประเทศ สถานที่นี้ได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรเรียกว่าพื้นที่จัดแสดงศุลกากร การจัดแสดงนิทรรศการระดับนานาชาติ เช่น การแสดงรถยนต์หรูมัก ได้รับอนุญาตนี้ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของการใช้พื้นที่แสดงสินค้าศุลกากร นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์อาจได้รับการกำหนดนี้ ในกรณีนี้ภาพวาด ฯลฯ เพื่อจะสามารถจัดแสดงต่อสาธารณะได้ พื้นที่ศุลกากรที่ครอบคลุม หมายถึงสถานที่ ที่มีฟังก์ชั่นทั้งหมด ของคลังสินค้าศุลกากร คลังสินค้าผลิตศุลกากร และ พื้นที่จัดแสดงศุลกากร ด้วยการอนุมัติของผู้อำนวยการฝ่ายศุลกากรสามารถเก็บสินค้าต่างประเทศได้ภายในสองปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติ […]

L/C คืออะไร ? ประเภทของ L/C ที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มการซื้อขาย

logistics-column

L/C ในการค้าสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท โดยจะขึ้นอยู่กับข้อตกลงและลักษณะของสัญญา เราจะอธิบาย L/C ประเภทหลักที่นี่ เราเชื่อว่าข้อมูลในบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความหมายของ L/C ได้อย่างลึกซึ้งและทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จมากขึ้น ต้นกำเนิด และ ประวัติความเป็นมาของ L/C L/C (letter of credit) ได้รับการพัฒนามาจาก travel letter of credit โดยนักเดินทางที่มีจะสามารถทำธุรกรรมกับธนาคารได้ โดยเชิงพาณิชย์ได้ถูกนำมาใช้สำหรับการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์เช่นกัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า L/C ดังที่กล่าวมาข้างต้น อาจสรุปได้ว่าประสิทธิภาพของ L/C คือ การทำให้การการโยกย้าย ถ่ายโอนเงินนั้น เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นโดยใช้ความน่าเชื่อถือของธนาคาร แม้ว่าจะอยู่ในประเทศอื่น ในบรรดา letters of credit ที่จะต้องใช้เอกสารการจัดส่งสินค้า เมื่อผู้ส่งออกมีการใช้ตั๋วแลกเงิน เราจะเรียกเอกสารนั้นว่า Documentary Credit ตอนนี้ L/C เชิงพาณิชย์แทบจะไม่ได้ใช้เลย เนื่องจากมีบริการสินเชื่อระหว่างประเทศ เช่น บัตรเครดิต อย่างไรก็ตาม ในโลกของการค้า L/C ยังคงมีประโยชน์ เนื่องจาก มันมีประสิทธิภาพในการครอบคลุมความเสี่ยงของการขนส่งทางเรือและเครื่องบิน ประเภทของ L/C ในการซื้อขาย L/C มีอยู่หลายประเภท และ เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการค้า มาดูลักษณะทั่วไปของ Irrevocable Credit, Confirmed Credit, Restricted Credit Irrevocable Credit และ Revocable Credit Irrevocable Credit : หลังจาก L/C ดำเนินการแล้ว จะไม่สามารถยกเลิก L/C หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สัญญาได้ Revocable Credit : สามารถยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง L/C ได้โดยไม่ต้องยกเลิกข้อตกลงของคู่สัญญา โดยในปัจจุบัน Revocable Credit ไม่ได้มีถูกใช้ และ ถูกลบออกจาก UCP 600 ด้วยเหตุนี้หากการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสามารถทำได้โดยไม่ได้รับความยินยอม ความหมายและความจำเป็น ของ L/C สำหรับผู้ส่งออกจะลดลง ปัจจุบัน L/C ที่ไม่มีตราประทับ ควรได้รับการพิจารณาเป็น Irrevocable Credit Confirmed Credit […]

L/C (Letter of Credit) คืออะไร? วัตถุประสงค์,ความหมาย และ หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

logistics-column

L/C (letter of credit) เป็นหนึ่งในเอกสารที่ใช้กันทั่วไป ในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับการขนส่งระหว่างประเทศ ในกรณีของการค้าระหว่างประเทศ คู่ค้าอาจจะอยู่ห่างไกลอาจซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยง เช่น การไม่ชำระเงินค่าสินค้าและบริการโดยเฉพาะเมื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ L/C จึงถูกนำมาใช้เพื่อลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจกับบริษัทต่างประเทศ L/C จะเป็นเอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองการชำระเงิน ซึ่งเอกสารนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ เนื่องจากจะทำให้ธุรกรรมทางการเงิน ระหว่างผู้ส่งออกและผู้นำเข้าในต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ L/C จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการทำการค้า ที่นี่ เราดูแลอย่างใกล้ชิดเกี่ยวกับเอกสาร L/C ในเรื่องของจุดประสงค์ในการค้าและข้อกำหนดต่างๆ L/C คืออะไร ? L/C เพื่อการค้า หมายถึง หนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคาร ตามคำขอของผู้นำเข้าสินค้า โดยในเอกสาร L/C ธนาคารผู้ออกเอกสารจะสัญญาว่า จะชำระค่าใช้จ่ายในนามของผู้นำเข้า ความสำคัญของ L/C การซื้อขายโดยใช้ L/C มีความสำคัญอย่างไร ? อาจกล่าวได้ L/C จะทำให้ความเสี่ยงและความกังวลของทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสินค้าลดลง ซึ่งจะส่งผลให้การทำธุรกรรมสามารถเริ่มต้นได้อย่างราบรื่น ในกรณีที่เงื่อนไขการชำระเงินเป็นการชำระล่วงหน้า ผู้นำเข้าสินค้าจะเกิดความกังวลว่า ผู้ส่งออกจัดส่งสินค้ามาให้จริงหรือไม่ ในทางตรงกันข้าม หากข้อกำหนดและเงื่อนไขเป็นแบบชำระรายเดือน ผู้ส่งออกจะกังวลว่า ผู้นำเข้าจะชำระราคาอย่างถูกต้องหรือไม่ เอกสาร L/C นี้เองที่จะทำให้เกิดความวิตกกังวลดังกล่าวลดลง และธนาคารจะเป็นผู้ออก L/C ประโยชน์ของ L/C ประโยชน์สำหรับ ผู้ส่งออก สำหรับผู้ส่งออกนั้น ธนาคารจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งจะครอบคลุมความเสี่ยงในการเรียกเก็บค่าสินค้าและธนาคารจะเป็นผู้ถือสิทธิในการเรียกเก็บค่าสินค้าหลังจากที่มีการส่งสินค้าแล้ว ・การชำระเงินจะได้รับประกันโดยธนาคาร ・ผู้ส่งออกสามารถได้รับการชำระเงินอย่างรวดเร็ว ประโยชน์สำหรับ ผู้นำเข้า ในทางกลับกัน ผู้นำเข้าจะสามารถติดต่อกับผู้ส่งออกได้ดียิ่งขึ้นเนื่องจากการใช้ L/C ยิ่งไปกว่านั้น การใช้ L/C นี้เอง จะทำให้ผู้นำเข้าสามารถชำระค่าสินค้าได้หลังจากที่สินค้าได้ถูกส่งมาแล้วอีกด้วย ・สินค้าจะถูกส่งมาอย่างแน่นอน ・การดำเนินการด้านการเงิน จะไม่ต้องชำระเงินค่าสินค้าล่วงหน้า ข้อเสียของ L/C ในกรณีที่เปิด L/C ธนาคารอาจขอหลักประกัน ซึ่งอาจจะทำให้เป็นภาระทางการเงินสำหรับผู้นำเข้าสินค้า เมื่อพิจารณาแล้ว อาจจะเป็นข้อดี เนื่องจากการทำ L/C ก็จะขึ้นอยู่กับสถานะเครดิตของผู้ส่งออกและผู้นำเข้าเป็นต้น กฎของ L/C ตามกฎของ L / C จะมีชุดเอกสาร UCP600 (The Uniform Customs and Practice for Documentary Credits) โดยกรมการค้าระหว่างประเทศ ICC ลองดูกฎแต่ละข้อดังต่อไปนี้เพื่อให้เข้าใจลักษณะของ […]

วิธีคำนวณค่าขนส่งทางอากาศ และวิธีเปรียบเทียบขนาดและน้ำหนักของสินค้า

logistics-column

การขนส่งทางอากาศนั้นจะมีข้อได้เปรียบตรงที่ใช้ระยะเวลาการขนส่งเร็วกว่าการขนส่งทางทะเล ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะใช้บริการขนส่งทางอากาศสำหรับการขนส่งสินค้าขนาดเล็กและเบาหรือใช้สำหรับกรณีการจัดส่งด่วน โดยเมื่อเทียบกันแล้ว การขนส่งทางอากาศมีราคาแพงกว่าอัตราการขนส่งทางทะเล เมื่อคุณเลือกที่จะจัดส่งสินค้าทางอากาศ คุณต้องเข้าใจก่อนว่าลักษณะสินค้าของคุณเป็นอย่างไร และ ต้องเข้าใจวิธีการคำนวณขนาดของสินค้าที่จัดส่งด้วย ซึ่งคุณอาจคิดว่าเป็นการยากสำหรับการคำนวณขนาดของสินค้า แต่ถ้าหากคุณเข้าใจวิธีคำนวณค่าขนส่งทางอากาศ คุณจะสามารถเปรียบเทียบข้อดีของบริการแต่ละสายการบินได้ยิ่งไปกว่านั้นจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการ เลือกลักษณะการบริการในการจัดส่ง เช่น DHL และ Fedex สำหรับสินค้าเบา ในบทความนี้ เราจะมาอธิบายถึงวิธีคำนวณ ค่าบริการในการส่งสินค้าทางอากาศ และ ตัวอย่าง วิธีคำนวณค่าขนส่งสินค้าทางอากาศ จริงๆแล้ว วิธีการคำนวณค่าขนส่งสินค้าทางอากาศนั้น เป็นเรื่องที่ง่าย โดยเราจะสรุปข้อมูลและองค์ประกอบที่จำเป็นดังนี้ สูตรการคำนวณการขนส่งทางอากาศ หากคุณจะต้องคำนวณค่าขนส่งทางอากาศ องค์ประกอบหลักที่คุณจำเป็นต้องมี คือ น้ำหนักบรรทุกสินค้า,จำนวนสินค้า และ อัตราค่าขนส่งทางอากาศ ค่าขนส่งทางอากาศ = น้ำหนักของสินค้าหรือปริมาณสินค้า (ใช้จำนวนที่ใหญ่กว่า) × อัตราค่าขนส่งทางอากาศ ทำไมต้องใช้น้ำหนักของสินค้าหรือจำนวนสินค้า สินค้าที่มีขนาดใหญ่ก็จะต้องใช้พื้นที่ของเครื่องบินมากตามไปด้วย ในกรณีนี้แม้ว่าสินค้าจะมีน้ำหนักเบาแต่ก็จำเป็นที่จะต้องยึดขนาดของสินค้า เนื่องจากพื้นที่ที่มีจำกัดบนเครื่องบิน ดังนั้นผู้ขนส่งทางอากาศจึงเลือกน้ำหนักบรรทุกหรือปริมาณสินค้าสำหรับการคำนวณค่าขนส่ง โดยเราเรียกค่านี้ว่า “Chargeable Weight“ วิธีการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง น้ำหนัก และ ปริมาณ? เมื่อจะต้องเปรียบเทียบ น้ำหนัก และ จำนวนสินค้า เราจะต้องเปรียบเทียบโดยใช้หน่วยเดียวกัน ในกรณีนี้เราจะใช้ น้ำหนัก เป็นหน่วยสำหรับการคำนวณ ดังนั้นจะต้องแปลงจำนวนเป็นน้ำหนักก่อน สูตรในการแปลง น้ำหนัก เป็น จำนวน ตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. คำนวณน้ำหนักสินค้า หาน้ำหนักที่แท้จริงของสินค้า โดยรวม Pallet สินค้าด้วย 2. แปลงจำนวนสินค้า,ปริมาตร (cm3) เป็นน้ำหนักน้ำหนักสินค้า (KG) สูตรสำหรับแปลง จำนวน,ปริมาตร (cm3) ให้เป็นน้ำหนัก (KG) น้ำหนักบรรทุก (กก.) = ปริมาตรสินค้า (ความยาว (ซม.)×กว้าง(ซม.) ×สูง (ซม.)) ÷ 6,000 * ซึ่งหลังจากคำนวณแล้ว เราจะสามารถเปรียบเทียบน้ำหนักและปริมาณ ว่าด้านไหนมีมากกว่า ด้วยหน่วย KG ในหัวข้อต่อไปเราจะยกตัวอย่างการขนส่งทางอากาศจากประเทศไทยไปญี่ปุ่น ซึ่งสามารถใช้ตัวอย่างเพื่อคำนวณค่าขนส่งทางอากาศของคุณได้ ตัวอย่างการคำนวณค่าขนส่งสินค้าทางอากาศจากประเทศไทยไปญี่ปุ่น หัวข้อนี้เราจะคำนวณค่าขนส่งทางอากาศจากประเทศไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นตามตัวอย่างดังนี้ ・น้ำหนักสินค้า: 500 กก ・ขนาดสินค้า: 115 ซม. (กว้าง) x […]

【คู่มือสำหรับตู้คอนเทนเนอร์】บทความนี้เราจะอธิบายเกี่ยวกับตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการขนส่งระหว่างประเทศ เช่น ประเภทของตู้คอนเทนเนอร์, ขนาด, น้ำหนักที่ตู้แต่ละชนิดรับได้, การใช้งาน, การซ่อมแซมตู้, ปัญหาที่พบ และ เนื้อหาอื่นๆที่เป็นประโยชน์

logistics-column

ตู้คอนเทนเนอร์เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศนอกจากตู้ขนาดมาตรฐานแล้วยังมีการแยกย่อยไปอีกหลากหลายประเภท โดยตู้สินค้าแต่ละชนิดก็มีความเหมาะสมกันสินค้าที่แตกต่างกันไป โดยที่ผ่านมา HPS Trade และ บริษัทในเครือ มีการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ เพื่อการส่งออกมากถึง 2,000 ตู้ต่อเดือน ซึ่งบทความนี้เราจะมาแนะนำตู้คอนเทนเนอร์ประเภทต่างๆว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรและเหมาะสมกับสินค้าประเภทไหนบ้าง ประเภทของตู้คอนเทนเนอร์ ตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ มีอยู่หลากหลายประเภทโดยแต่ละประเภทก็จะเหมาะสมกับสินค้าที่แตกต่างกันไป Dry container (ตู้คอนเทนเนอร์แห้ง,ตู้คอนเทนเนอร์มาตรฐาน) ตู้คอนเทนเนอร์ชนิดนี้คือตู้แบบมารตรฐานหลักๆในประเทศไทย จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 20’ฟุต, 40’ฟุต และ 40’ฟุต high cube โดยตู้เหล่านี้จะใช้จัดส่งสินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิ เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์, เครื่องสำอาง, วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า, อาหารแห้ง, ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้หรือเหล็ก รวมไปถึง สินค้าอันตรายต่างๆเป็นต้น Reefer container(ตู้ควบคุมอุณหภูมิ) ตู้คอนเทนเนอร์ชนิดนี้ เป็นตู้ที่มีฉนวนกันความร้อน โดยตู้ชนิดนี้จะสามารถตั้งค่าความชื้น และ ควบคุมอุณหภูมิได้ โดย ช่วงอุณหภูมิจะอยู่ที่ -25 ถึง + 25 องศาเซลเซียส ซึ่งค่าการจัดส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็จะสูงกว่าตู้แห้ง โดยส่วนใหญ่ตู้ชนิดนี้จะถูกใช้สำหรับการขนส่งของสด เช่น ผลไม้, อาหารแช่แข็ง , ดอกไม้สด, สารเคมีที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ และ สินค้าควบคุมอุณหภูมิอื่นๆ ค่าบริการไฟฟ้าที่ท่าเรือ และ ในระหว่างการขนส่ง ตู้ควบคุมอุณหภูมิ(Reefer container) ต้องคงอุณหภูมิภายในตู้ในอยู่ในระดับคงที่อยู่เสมอ ทั้งในขณะขนส่ง และ ในขณะที่อยู่ที่ท่าเรือเพื่อรอการขนขึ่นเรือ ด้วยเหตุนี้เองรถเทรลเลอร์จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องปั่นไฟ(Generator setting, Gen set) และท่าเรือเองก็ต้องมีไฟฟ้าเพื่อจ่ายไฟให้แก่ตู้สินค้านั้นๆ ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำตู้สินค้าประเภทนี้มีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าตู้สินค้าปกติ ซึ่งค่าใช่จ่ายที่เพิ่มขึ้น คือ ค่าไฟ (Electric charge) และ ค่าทำอุณหภูมิก่อนรับตู้ (Pre-cool) Open top container ตู้คอนเทนเนอร์ชนิดนี้จะไม่มีเพดานตู้ ซึ่งจะเหมาะสำหรับ สินค้าที่มีความสูงกว่าตู้สินค้าปกติ (ประมาณ 2.7 เมตร) โดยตู้ชนิดนี้ เรือจะไม่สามารถวางตู้สินค้าอื่นไว้ด้านบนได้ทำให้พื้นที่สำหรับวางตู้ชนิดนี้มีอยู่อย่างจำกัด เหตุนี้เอง ทำให้ราคาของตู้สินค้าชนิดนี้สูงกว่าตู้ปกติ โดยในระหว่างการขนส่งจะมีการคลุมผ้าใบไว้เพื่อไม่ให้สินค้าได้รับได้รับความเสียหายจากฝน Flat rack container ตู้สินค้าชนิดนี้จะไม่มีผนัง และ เพดาน เหมาะกับสินค้าที่มีขนาดไม่พอดีกับตู้สินค้า และไม่สามารถโหลดใส่ตู้แห้งแบบปกติได้ […]

【บทความพิเศษ】สรุปข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับ ลักษณะ, ขนาด, น้ำหนักที่รับได้สูงสุด ของรถบรรทุก, รถหัวลาก, รถบรรทุกตู้เย็น ที่ใช้สำหรับการขนส่งในประเทศไทย การวิ่งรอบ (MILK RUN) รวมไปถึงเรื่องความปลอดภัย, GPS ฯลฯ

logistics-column

ในประเทศไทยมีรถบรรทุกที่ใช้สำหรับการขนส่งสินค้าอยู่หลากหลายประเภท ซึ่งเราควรเลือกให้เหมาะสมกันสินค้าแต่ละประเภท เช่น น้ำหนัก ขนาด ความสูง รวมไปถึง ระบบควบคุมอุณหภูมิ ในบทความนี้ เราจะอธิบายเกี่ยวกับลักษณะของรถบรรทุก และ วิธีการขนส่งโดยของรถแต่ละประเภทในประเทศไทย ลักษณะ และ ขนาด ของ รถบรรทุกแต่ละประเภท รถบรรทุก 4 ล้อ ตู้ทึบ รถบรรทุก 4 ล้อ หรือ รถบรรทุกที่เรียกว่ารถปิคอัพ รถชนิดนี้จะเหมาะกับสินค้า ที่มีน้ำหนักไม่เกิน 1 ตัน และมีขนาดไม่เกิน 2 Pallet โดยรถบรรทุกชนิดนี้มีราคาที่ถูกที่สุด ลักษณะของรถ 4ล้อ ตู้ทึบ • กว้าง: 1 เมตร • ความยาว: 2.2 เมตร • ความสูง: 2.1 เมตร • น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: 1.2 ตัน รถบรรทุก 6 ล้อ ตู้ทึบ ขนาดกลาง รถบรรทุก 6 ล้อ ตู้ทึบเป็นรถบรรทุกมาตรฐานที่นิยมใช้โดยทั่วไป ที่ใช้ในการขนส่งในประเทศไทย นอกจากขนาดมาตรฐานแล้ว เรายังมีรถ 6 ล้อตู้ทึบ ที่มีขนาดกลางซึ่งมีขนาดที่เล็กลงมา ซึ่งรถบรรทุกชนิดนี่จะเหมาะกับสินค้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 5 ตัน และขนาดของสินค้าที่มีขนาดไม่เกิน 10 Pallet ลักษณะของรถ 6 ล้อ ตู้ทึบ ขนาดกลาง • กว้าง: 2.2 เมตร • ความยาว: 5.5 เมตร • ความสูง: 2.2 เมตร • น้ำหนักบรรทุกสูงสุด: 5 ตัน รถบรรทุก 6 ล้อ ตู้ทึบ จัมโบ้ ประเภท ของรถ 6 ล้อ ตู้ทึบ บริการของเรา เรามีรถบรรทุกขนาด 6 ล้อ ขนาดมาตรฐานซึ่งเราเรียกว่า […]

To the top