HPS Trade, a distribution agent
that accelerates business locally in Asia

MENUCLOSE

column

ไทยยกเลิกยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าราคาต่ำ กระทบอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์

ไทยยกเลิกยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าราคาต่ำ กระทบอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ | イーノさんのロジラジ

วันนี้ขอพาทุกท่านมาดูข่าวสำคัญจากประเทศไทยเกี่ยวกับการที่กรมศุลกากรไทยประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้าราคาต่ำ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป และกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและภาคโลจิสติกส์อย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้หมายความว่า ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป สินค้านำเข้าทุกชิ้นจะต้องเสียภาษีและ VAT แม้จะมีมูลค่าเพียง 1 บาท ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโมเดลอีโคโนมีที่เคยพึ่งพาการส่งสินค้าราคาถูกแบบปลอดภาษี

Watch the Video Here

เหตุใดไทยจึงตัดสินใจยกเลิกการยกเว้นภาษี

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินค้าราคาถูกจากจีนได้หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดไทยผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยอาศัยช่องโหว่ของการยกเว้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท

ผลที่ตามมาคือ ผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าสินค้าอย่างถูกต้องและเสียภาษีเต็มจำนวน ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้ภาคอุตสาหกรรมและค้าปลีกภายในประเทศได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

องค์กรอุตสาหกรรมของไทย รวมถึงสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการแก้ไขเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และการตัดสินใจของกรมศุลกากรในครั้งนี้ถือเป็นการตอบสนองต่อแรงกดดันดังกล่าวอย่างชัดเจน

แนวโน้มเดียวกับการเปลี่ยนแปลงระดับโลก

การเคลื่อนไหวของไทยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสโลกที่กำลังเข้มงวดกับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน

สหรัฐอเมริกากำลังทบทวนกฎ de minimis สำหรับสินค้านำเข้าราคาต่ำ สหภาพยุโรปได้ยกเลิกการยกเว้น VAT ไปแล้ว และมีแผนยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรเพิ่มเติม ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็เริ่มพิจารณาทบทวนระบบยกเว้นภาษีในลักษณะเดียวกัน

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า แนวคิด “อีคอมเมิร์ซราคาถูกแบบไม่เสียภาษี” กำลังสิ้นสุดลงในระดับโลก และประเทศต่าง ๆ กำลังหันมาให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางภาษีมากขึ้น

ผลกระทบต่อโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

จากมุมมองด้านโลจิสติกส์ การยกเลิกการยกเว้นภาษีจะทำให้ปริมาณงานด้านพิธีการศุลกากรเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าชิ้นเล็กจำนวนมหาศาลที่เคยผ่านแบบง่าย จะต้องเข้าสู่กระบวนการสำแดงภาษีเต็มรูปแบบ

สิ่งนี้อาจนำไปสู่ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ระยะเวลาการผ่านพิธีการที่ยาวขึ้น และความตึงตัวในระบบศุลกากร โดยเฉพาะในช่วงแรกของการบังคับใช้

ในเชิงกลยุทธ์ ผู้ขายและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอาจต้องเปลี่ยนจากการส่งตรงรายชิ้นจากต่างประเทศ มาเป็น การนำเข้าแบบทั่วไปและเก็บสต็อกสินค้าไว้ในคลังสินค้าภายในประเทศไทย เพื่อควบคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงด้านการผ่านพิธีการ

สิ่งที่ธุรกิจควรเตรียมตัวก่อนปี 2026

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าอีคอมเมิร์ซจะหายไป แต่หมายความว่า โมเดลธุรกิจที่พึ่งพาการยกเว้นภาษีจะไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

ธุรกิจที่ทำตลาดในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับอีคอมเมิร์ซและโลจิสติกส์ ควรเริ่มทบทวนโครงสร้างต้นทุน กระบวนการศุลกากร และกลยุทธ์ซัพพลายเชนตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ทันก่อนปี 2026

ปี 2026 จะไม่ใช่เพียงปีแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี แต่จะเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยอย่างแท้จริง

RELATED POSTS