Posted on: January 21, 2026 / Last updated: January 21, 2026
ท่าเรือโซคนาเปิดเทอร์มินัลใหม่ จุดเปลี่ยนการกลับสู่คลองสุเอซของสายเรือโลก
วันนี้ขอพาทุกท่านมาวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวสำคัญในตลาดขนส่งทางทะเลปี 2026 หลังจากอียิปต์เปิดใช้งานท่าเรือโซคนาเทอร์มินัลใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สายเรือรายใหญ่เริ่มกลับมาใช้เส้นทางคลองสุเอซอีกครั้งภายใต้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงดำรงอยู่
CONTENTS
Watch the Video Here
ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของท่าเรือโซคนา
ท่าเรือโซคนาตั้งอยู่บริเวณปากทางตอนใต้ของคลองสุเอซฝั่งทะเลแดง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของการค้าทางทะเลโลก
ทำเลดังกล่าวทำให้โซคนามีศักยภาพสูงในฐานะ ศูนย์กลางการขนส่งระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยเฉพาะในช่วงที่สายเรือต้องการทางเลือกที่ยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย
โซคนาไม่ได้เป็นเพียงท่าเรือใหม่ แต่เป็นจุดเชื่อมระหว่างความเสี่ยงทางทะเลกับโครงสร้างโลจิสติกส์บนบก
RSCT เทอร์มินัลใหม่ และกลุ่มผู้ดำเนินการระดับโลก
เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2026 อียิปต์ได้เปิดใช้งานเทอร์มินัลตู้คอนเทนเนอร์กึ่งอัตโนมัติแห่งแรกของประเทศในชื่อ Red Sea Container Terminals หรือ RSCT
ผู้ดำเนินการเป็นกลุ่มพันธมิตรระดับโลก ได้แก่
- Hutchison Ports
- CMA Terminals
- COSCO Shipping Ports
โดยเฉพาะ Hutchison Ports มีมูลค่าการลงทุนในอียิปต์สูงถึงประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในระยะยาวของโครงการนี้
สมรรถนะของเทอร์มินัลที่รองรับเรือขนาดใหญ่
RSCT ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน
คุณสมบัติหลักประกอบด้วย
- ความลึกหน้าท่า: 18 เมตร
- กำลังการผลิตเฟสแรก: 1.7 ล้าน TEU ต่อปี
- แผนขยายในอนาคต: สูงสุด 3.5 ล้าน TEU
สิ่งนี้ทำให้โซคนากลายเป็น ฮับทรานชิปเมนต์ระยะยาว มากกว่าท่าเรือปลายทางทั่วไป
สัญญาณชัดเจนของการกลับสู่คลองสุเอซ
ตั้งแต่ปลายปี 2023 การโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงทำให้สายเรือจำนวนมากต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าทิศทางกำลังเปลี่ยนไป
ข้อมูลจาก Drewry ระบุว่า ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 11 มกราคม 2026 มีเรือคอนเทนเนอร์ 26 ลำ ผ่านคลองสุเอซ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 สัปดาห์
สายเรือสำคัญที่เริ่มกลับมาใช้เส้นทางนี้ ได้แก่
- Maersk ที่นำบางบริการกลับสู่สุเอซ
- CMA CGM ที่เพิ่มสัดส่วนการใช้คลองสุเอซ
- Gemini Cooperation ที่เตรียมเปิดบริการผ่านเส้นทางนี้
นี่ไม่ใช่การฟื้นตัวเต็มรูปแบบ แต่เป็น การกลับมาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีการบริหารความเสี่ยง
โครงสร้างพื้นฐานช่วยลดความเสี่ยง
การกลับสู่คลองสุเอซไม่ได้เกิดจากความปลอดภัยเพียงอย่างเดียว
โครงการ Suez Canal Economic Zone (SCZone) ของรัฐบาลอียิปต์มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
RSCT เชื่อมต่อโดยตรงกับ
- เขตอุตสาหกรรมหลัก
- โครงข่ายถนนความจุสูง
- ระบบรางและโลจิสติกส์ภายในประเทศ
นอกจากนี้ อียิปต์กำลังก่อสร้างรถไฟไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม ทะเลแดงกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งทำหน้าที่เป็น แลนด์บริดจ์ สำรองแทนคลองสุเอซ
โครงสร้างพื้นฐานนี้ช่วยให้สายเรือมีทางเลือก แม้หากสถานการณ์ทางทะเลกลับมาตึงเครียด
แรงกดดันด้านต้นทุนจากเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป
การอ้อมแหลมกู๊ดโฮปทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก
- การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น
- ระยะเวลาเดินเรือที่ยาวนาน
- ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้ระบบ ETS
ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้สายเรือพยายามกลับสู่ เส้นทางที่สั้นและมีประสิทธิภาพมากกว่า แม้จะต้องบริหารความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง
แนวโน้มในระยะถัดไป
ในระยะสั้น คาดว่าปริมาณเรือที่ใช้คลองสุเอซจะเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สิ่งนี้จะช่วยลดระยะเวลาขนส่งระหว่างเอเชียและยุโรป และเพิ่มกำลังการขนส่งในเชิงโครงสร้าง ซึ่งอาจกดดันอัตราค่าระวางในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงในตะวันออกกลางยังไม่หมดไป สายเรือจึงมีแนวโน้มใช้กลยุทธ์แบบ ไฮบริด คือสลับเส้นทางระหว่างสุเอซและแหลมกู๊ดโฮปตามสถานการณ์
บทสรุป
ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าคลองสุเอซปลอดภัยแล้วหรือไม่ แต่คือการที่ท่าเรือระดับสูงอย่างโซคนาเปิดใช้งาน ทำให้สายเรือมี ทางเลือกเชิงกลยุทธ์ มากขึ้นในการบริหารต้นทุน ความเสี่ยง และคุณภาพบริการ






